พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ สิงห์บุรี ชวนเราเข้าไปดูเบื้องหลังงานแกะหนัง การเชิด และผู้คนที่ยังคงส่งต่อศิลปะการแสดงชั้นสูงจากรุ่นสู่รุ่น
SING BURI, THAILAND
เรื่อง: THECRAFTVIEWS EDITORIAL
ภาพ: THECRAFTVIEWS

เช้าวันนั้นเราออกเดินทางจากย่านบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ด้วยรถยนต์ส่วนตัว มุ่งหน้าสู่สิงห์บุรี ระหว่างทาง สายตาไปสะดุดกับป้าย “พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ วัดสว่างอารมณ์” หนังใหญ่? ที่สิงห์บุรีมีงานแบบนี้ด้วยหรือ จากความสงสัยเพียงไม่กี่วินาที เราจึงเปลี่ยนเส้นทางและตัดสินใจแวะไปดูให้เห็นกับตา
เกือบแปดโมงเช้า เรามาถึงวัดสว่างอารมณ์ บรรยากาศในวัดยังค่อนข้างเงียบ ก่อนจะทันได้ตามหาพิพิธภัณฑ์ เรากลับเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังนั่ง แกะและตอกหนังใหญ่ อยู่บนศาลา ภาพนั้นทำให้เราหยุดเดิน ก่อนที่จะได้เห็นตัวหนังอายุเก่าแก่ในพิพิธภัณฑ์ เรากลับได้เห็น มือของคนที่ยังสร้างมันอยู่ในวันนี้ เสียก่อน
เมื่อเข้าไปสอบถามจึงรู้ว่า พิพิธภัณฑ์ในช่วงเช้ายังไม่เปิด และการเข้าชมควรติดต่อล่วงหน้า พระภิกษุจึงให้หมายเลขผู้ดูแลซึ่งเป็นผู้ถือกุญแจไว้ เราโทรไป แล้วนั่งรออยู่พักหนึ่ง ไม่นาน นายนิกร สามงามอ่อง ครูฝึกหนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ ก็มาถึง
เขาพาเราเดินขึ้นไปยังชั้นสองของอาคาร ก่อนหยิบกุญแจมาไขประตูพิพิธภัณฑ์ ทันทีที่ประตูเปิดออก ตัวหนังขนาดใหญ่จำนวนมากปรากฏอยู่ตรงหน้า แขวนเรียงอยู่ในตู้จัดแสดงที่มีแสงส่องจากด้านหลัง จากการแวะเพราะเห็นป้ายข้างทาง เรากลับกำลังยืนอยู่ต่อหน้า มรดกงานช่างและการแสดงที่เดินทางผ่านคนหลายรุ่นมาจนถึงวันนี้

จากหลวงปู่เรือง ครูเปีย ถึงคนรุ่นที่ยังถือกุญแจอยู่วันนี้
หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนเพียงคนเดียว แต่เป็นเรื่องของ การส่งต่อองค์ความรู้จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง จากป้ายประวัติบุคลากรภายในพิพิธภัณฑ์ รุ่นแรกเริ่มต้นด้วย พระครูสิงหมุณี หรือหลวงปู่เรือง ผู้ก่อตั้งหนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ และอดีตเจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรีองค์แรก
อีกบุคคลสำคัญคือ ครูเปีย นายหนังผู้มีบทบาทนำหนังใหญ่มาถวายหลวงปู่เรืองและถ่ายทอดการฝึกซ้อม ก่อนที่องค์ความรู้จะได้รับการสืบต่อโดย ขุนบางมอญ กิจประมวญ หรือ นวม ศุภนคร ผู้เป็นหัวหน้าคณะและนายหนัง รวมถึงผู้เชิดและผู้พากย์อีกหลายคนในชุมชน
ข้อมูลของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสิงห์บุรีก็กล่าวถึงครูเปียว่าเป็นนายหนังเร่จากพระนครศรีอยุธยาที่เข้ามาบุกเบิกการเชิดหนังใหญ่ที่วัดสว่างอารมณ์ และมีขุนบางมอญ กิจประมวญเป็นศิษย์คนสำคัญที่ช่วยให้หนังใหญ่ของสิงห์บุรีเติบโตต่อมา ปัจจุบันวัดเก็บรักษาตัวหนังใหญ่ที่สมบูรณ์และยังสามารถใช้แสดงได้มากกว่า 300 ตัว
พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2545 โดยใช้พื้นที่ชั้นบนของศาลาการเปรียญ ตัวหนังถูกตรึงบนผืนผ้าสีขาวและจัดแสดงในตู้ที่มีแสงส่องจากด้านหลัง เพื่อให้รายละเอียดของลวดลายปรากฏชัดขึ้น
แต่สิ่งที่ทำให้เราเข้าใจคำว่า “สืบทอด” มากที่สุดในวันนั้น กลับไม่ใช่ข้อความบนป้าย มันคือการได้พบ นายนิกร สามงามอ่อง ซึ่งป้ายรายชื่อภายในวัดระบุบทบาทว่า ครูฝึกหนังใหญ่ฯ
จากการพูดคุยในวันนั้น เราได้รับฟังถึงสายของนายหนัง การฝึกเด็กให้เชิดหนัง การตอกหนัง และองค์ความรู้ที่ส่งต่อกันภายในชุมชน เรื่องเหล่านี้ทำให้พิพิธภัณฑ์ที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เก็บตัวหนังเก่า แต่เป็นพื้นที่ที่ คนรุ่นปัจจุบันยังคงเรียนรู้ ทำ และถ่ายทอดสิ่งเดียวกับที่คนรุ่นก่อนเคยทำ

ตัวหนังหนึ่งตัว ไม่ได้เริ่มต้นที่เงาบนจอ
เมื่อเปิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นคือ ตัวหนังขนาดใหญ่จำนวนมาก ถูกแขวนและจัดแสดงอยู่ภายในตู้ที่มีแสงส่องจากด้านหลัง จากระยะไกล เรามองเห็นเป็นตัวละคร แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ สิ่งที่ชวนให้หยุดดูจริง ๆ คือ รอยตอกนับร้อยนับพันช่องที่ประกอบกันเป็นลวดลาย
หนังใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงศิลปะการแสดง แต่เกิดจากงาน Craft หลายขั้นตอนก่อนจะไปถึงหน้าจอ งานวิจัยเกี่ยวกับหนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ระบุว่า กระบวนการเริ่มตั้งแต่การเตรียมหนังวัว การขึงและทำความสะอาดผิว การเขียนหรือลอกลาย ก่อนใช้เครื่องมืออย่างตัวตุ๊ดตู่ มีด และกรรไกร ค่อย ๆ ตอก ฉลุ และตัดตามลวดลาย จากนั้นจึงลงสี เคลือบหนัง และผูกเข้ากับ ไม้ตับหนัง ซึ่งทำจากไม้ไผ่สำหรับใช้จับเวลาเชิด
สิ่งที่เราได้ฟังระหว่างเยี่ยมชมยิ่งทำให้งานนี้น่าสนใจขึ้นไปอีก หนังที่เลือกใช้กับตัวละครแต่ละประเภทไม่เหมือนกันทั้งหมด ความหนา ความเหนียว และคุณสมบัติของหนังสัมพันธ์กับลักษณะของตัวหนังที่จะสร้าง เหมือนกับงาน Craft อื่น ๆ ที่คนทำต้องรู้จัก “วัสดุ” ก่อนจะรู้จัก “รูปแบบ” และเมื่อหนังหนึ่งตัวเสร็จ มันก็ยังไม่ใช่หนังใหญ่ที่สมบูรณ์จนกว่าจะมี ผู้เชิด ผู้พากย์ วงปี่พาทย์ แสง จอผ้า และเรื่องราว เข้ามาประกอบกัน
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีอธิบายว่า การแสดงใช้จอผ้าขาวขนาดใหญ่ มีวงปี่พาทย์ประกอบ ผู้เชิดต้องควบคุมตัวหนังพร้อมเคลื่อนไหวให้สัมพันธ์กับบทและดนตรี ขณะที่วรรณกรรมหลักที่นิยมใช้แสดงคือ รามเกียรติ์ ดังนั้น สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราในพิพิธภัณฑ์จึงไม่ได้เป็นแค่ “วัตถุ” แต่เป็น เครื่องมือของการแสดงที่เคยมีชีวิตอยู่บนจอ

จากมหรสพชั้นสูง สู่มรดกที่ชุมชนเป็นเจ้าของร่วมกัน
ระหว่างการพูดคุย เราได้รับฟังเรื่องราวว่า หนังใหญ่ในอดีตมีความผูกพันกับราชสำนัก ก่อนองค์ความรู้และครูหนังจะกระจายออกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งราชบุรี ระยอง และสิงห์บุรี สำหรับรายละเอียดเรื่อง “การแยกออกเป็น 3 เส้นทาง” เรายังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันตรงกัน จึงอยากเก็บไว้ในฐานะ คำบอกเล่าจากพื้นที่ มากกว่าข้อสรุปทางประวัติศาสตร์
แต่สิ่งหนึ่งที่ตรวจสอบได้คือ ทุกวันนี้ วัดขนอน จังหวัดราชบุรี วัดบ้านดอน จังหวัดระยอง และวัดสว่างอารมณ์ จังหวัดสิงห์บุรี ยังคงเป็นเครือข่ายสำคัญของหนังใหญ่ไทย และใน พ.ศ. 2566 ทั้งสามคณะได้มาร่วมพิธีบวงสรวง ไหว้ครู ครอบครู และแสดงหนังใหญ่ร่วมกันที่วัดขนอน
ภาพนี้ทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เห็นในเช้าวันนั้น จากศิลปะที่ครั้งหนึ่งมีแบบแผนและความสัมพันธ์กับมหรสพชั้นสูง วันนี้เรากลับเห็นพระ เด็ก ครู และคนในชุมชน สามารถนั่งล้อมวงกันเรียนรู้วิธีจับเครื่องมือ ตอกหนัง ฝึกเชิด และส่งต่อสิ่งเดียวกันไปยังคนรุ่นถัดไป การอนุรักษ์ที่นี่จึงไม่ได้หมายถึงเพียง เก็บของเก่าไว้ในตู้
วัดและชุมชนยังสร้างตัวหนังใหม่ ซ่อมตัวเก่า ฝึกเด็กและเยาวชน จัดพิธีไหว้ครู ทำหลักสูตรท้องถิ่น และแม้แต่นำเศษหนังจากการแกะมาพัฒนาเป็นของที่ระลึก นี่คือสิ่งที่ CRAFTVIEWS สนใจ CRAFT → PERFORMANCE → COMMUNITY → LEGACY งาน Craft หนึ่งชิ้นสามารถเริ่มจากหนังวัวหนึ่งผืน แต่เมื่อมีคนเรียนรู้มัน มีคนเชิดมัน มีคนดูมัน และมีคนส่งต่อมัน งานชิ้นนั้นก็กลายเป็นมากกว่าวัตถุ มันกลายเป็น วัฒนธรรมที่มีชีวิต
เราเข้ามาที่นี่เพราะเห็นป้ายข้างทาง และคิดเพียงว่าอยากดูพิพิธภัณฑ์สักครู่ แต่เมื่อเดินออกมา สิ่งที่จำได้ชัดที่สุดกลับไม่ใช่จำนวนตัวหนังที่แขวนอยู่ข้างบน แต่คือภาพพระภิกษุรูปหนึ่งที่กำลังนั่งตอกหนังอยู่บนศาลาในตอนเช้า เพราะภาพนั้นทำให้เราเข้าใจว่า
มรดกจะอยู่ต่อได้ ไม่ใช่เพราะมันเก่า
แต่เพราะยังมีใครบางคนลงมือทำมันอยู่

KNOW BEFORE YOU GO
พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์
ตำบลต้นโพธิ์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บริเวณชั้นบนของอาคารภายในวัด และรวบรวมตัวหนังเก่าและใหม่จำนวนมาก โดยแหล่งข้อมูลภาครัฐระบุว่ามีตัวหนังสมบูรณ์ที่ยังสามารถนำไปใช้แสดงได้มากกว่า 300 ตัว
ควรติดต่อล่วงหน้าเพื่อขอเข้าชมพิพิธภัณฑ์ หากมาเป็นคณะ สามารถสอบถามเรื่องการสาธิตการเชิดหนังใหญ่ได้ล่วงหน้า และถ้ามีโอกาสเจอการตอกหรือแกะหนัง อย่ารีบเดินผ่าน เพราะตรงนั้นอาจเป็นส่วนที่ทำให้เข้าใจหนังใหญ่ได้มากที่สุด สนใจติดต่อ ครูนิกร สามงามอ่อง โทร. 098 684 0524
