60 กว่าปีของ ‘สมคิด ด้วงเงิน’ กับลมหายใจของหัตถกรรมทองลงหิน
เรื่อง: THECRAFTVIEWS EDITORIAL
ภาพ: THECRAFTVIEWS

เสียงโลหะกระทบกันดังเป็นจังหวะอยู่ภายในพื้นที่ทำงานเล็ก ๆ เตาหลอมยังคงให้ความร้อน ช้อน ส้อม และมีดจำนวนหนึ่งวางเรียงอยู่บนโต๊ะ บางชิ้นเพิ่งผ่านการขึ้นรูป บางชิ้นกำลังรอการขัดจนเกิดประกายสีทองนวล
ที่นี่คือพื้นที่ซึ่ง ครูสมคิด ด้วงเงิน ใช้ชีวิตอยู่กับงานหัตถกรรมที่เรียกว่า “ทองลงหิน” มานานกว่า 60 ปี
จากเด็กชายชาวนาในจังหวัดชลบุรีที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เมื่ออายุเพียง 14 ปี เพื่อเรียนรู้การทำช้อน ส้อม และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร วันนี้ครูสมคิดคือหนึ่งในช่างรุ่นสุดท้ายที่ยังคงรักษากระบวนการผลิตทองลงหินด้วยมือเอาไว้
ในอดีต งานจากชุมชนแห่งนี้เคยถูกผลิตครั้งละหลายหมื่นชิ้น บางคำสั่งซื้อสูงถึงหลักแสน ส่งไปยังยุโรปและอเมริกา แต่วันนี้คำสั่งซื้อจำนวนมากเหล่านั้นกลายเป็นเพียงความทรงจำ สิ่งที่เหลืออยู่คือช่างไม่กี่คน เตาหลอมที่ยังติดไฟ และคำถามสำคัญว่า เมื่อช่างรุ่นนี้วางมือแล้ว ใครจะเป็นคนทำต่อ

จากขันลงหิน สู่เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร
หากย้อนกลับไปถึงต้นทางของงาน “ทองลงหิน” ครูสมคิดเล่าว่า รากของงานช่างแขนงนี้เชื่อมโยงกับ ขันลงหิน ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมโลหะที่มีมาแต่โบราณ ตั้งแต่สมัยอยุธยา ก่อนสืบต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์
เดิมผลิตภัณฑ์ที่คนคุ้นเคยคือขัน ถ้วย และภาชนะต่าง ๆ ก่อนที่องค์ความรู้ด้านโลหะจะถูกต่อยอดมาเป็นเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ไม่ว่าจะเป็นช้อน ส้อม มีด ทัพพี และอุปกรณ์รับประทานอาหารรูปแบบต่าง ๆ
ทองลงหินไม่ได้หมายถึงการนำทองคำมาทำเป็นช้อน หากเป็นงานโลหะผสมที่ใช้ทองแดงและดีบุก ผ่านกระบวนการหลอม เทลงแม่พิมพ์ ขึ้นรูป ตกแต่ง และขัดผิว จนได้ชิ้นงานที่มีสีเหลืองทองและประกายแวววาว
ความงามของมันจึงไม่ได้เกิดจากวัสดุราคาแพงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก เวลา ความร้อน แรงมือ และความชำนาญของช่าง “เวลาขัดใหม่ ๆ มันจะแวววาว ดูคล้ายช้อนทอง ดูแล้วมีคุณค่า” ครูสมคิดอธิบายถึงเสน่ห์ของวัสดุที่ทำให้เขาอยู่กับงานนี้มาตลอดชีวิต

จากลูกจ้างสองมือ สู่โรงงานของตัวเอง
เมื่อเรียนรู้งานจนมั่นใจ ครูสมคิดตัดสินใจขออนุญาตเถ้าแก่ออกมาประกอบอาชีพด้วยตัวเอง ช่วงแรกเขายังเช่าพื้นที่และเครื่องมือของนายจ้างเดิม ทำงานร่วมกับน้องสาวเพียงสองคน ก่อนค่อย ๆ ขยับออกมาเช่าที่อยู่และหาลูกค้าของตัวเอง ชีวิตของช่างหนุ่มไม่ได้เปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน
เขาเริ่มจากการผลิตสินค้าให้พ่อค้าคนกลาง ก่อนเดินเข้าไปติดต่อร้านจิวเวลรีและร้านค้าต่าง ๆ เพื่อเสนอผลงาน จนมีร้านหนึ่งสนใจและเริ่มสั่งผลิตอย่างจริงจัง จากคนงาน 2–3 คน ค่อย ๆ เพิ่มเป็น 10 คน จากที่ดินเล็ก ๆ เพียง 12 ตารางวา ที่ซื้อด้วยเงิน 15,000 บาท ค่อย ๆ ขยับขยายจนกลายเป็นพื้นที่ทำงานขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งหมดเกิดขึ้นจากอาชีพที่เขาเลือกตั้งแต่อายุ 14 ปี

ยุคที่ช้อนหนึ่งคันเดินทางไปไกลถึงยุโรป
ช่วงเวลารุ่งเรืองที่สุดของทองลงหินอยู่ในยุคที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเมืองไทยจำนวนมาก และตลาดต่างประเทศเริ่มรู้จักงานหัตถกรรมไทย ลูกค้าจากยุโรปและอเมริกาส่งแบบผลิตภัณฑ์มาให้ช่างในประเทศไทยผลิต บางครั้งมาเป็นเพียงภาพวาดของช้อน มีด หรือส้อมบนกระดาษ
หน้าที่ของครูสมคิดและทีมงานคือ “แกะแบบ” จากภาพสองมิติให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์จริง ทำแม่พิมพ์ ทำตัวอย่าง ส่งกลับไปให้ลูกค้าดู และเมื่อได้รับการยืนยันจึงเข้าสู่การผลิตจำนวนมาก “สมัยก่อนออเดอร์เข้ามาหลายหมื่นชิ้น บางทีก็เป็นแสนชิ้น”
รูปแบบผลิตภัณฑ์ในช่วงแรกมีทั้งลายเทพพนม ช้างสามเศียร และเรื่องราวจากรามเกียรติ์ เช่น หนุมาน ก่อนจะพัฒนาเป็นรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละประเทศ ครูสมคิดเองก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิตตามแบบ
เขาเริ่มออกแบบลวดลายของตัวเอง พัฒนากระบวนการทำงาน รวมถึงคิดหาวิธีลดขั้นตอนที่ใช้แรงงานหนัก เช่น เปลี่ยนจากเตาถ่านมาใช้เตาแก๊ส ปรับเครื่องมือตัดแทนการใช้คีม และพัฒนาเทคนิคการเข้าด้ามไม้ให้แน่นและแข็งแรงกว่าเดิม
ผลงานที่กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเขาในเวลาต่อมา ได้แก่ ช้อนส้อมลายดอกพิกุล มีดริ้วมะปราง และลายเทพพนม ทั้งหมดสะท้อนวิธีคิดของช่างที่ไม่ได้มอง “ของเก่า” ว่าต้องอยู่ในรูปแบบเดิมตลอดไป หากต้องรู้จักปรับเพื่อให้งานยังมีชีวิตอยู่

วันที่ออเดอร์หายไป 80 เปอร์เซ็นต์
ไม่มีอุตสาหกรรมใดรุ่งเรืองตลอดไป ครูสมคิดเล่าว่า เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดโลกเปลี่ยนแปลง คำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่เคยเข้ามาครั้งละหลายหมื่นชิ้นค่อย ๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว
ช่วงหนึ่งคำสั่งซื้อหายไปเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ จากโรงงานที่เคยมีงานจำนวนมาก ช่างในชุมชนเริ่มทยอยเลิกอาชีพ อดีตแทบทั้งชุมชนเคยทำงานทองลงหิน มีมากกว่าร้อยครอบครัว และยังเชื่อมโยงกับกลุ่มช่างในพื้นที่อื่นของกรุงเทพฯ
แต่เมื่อคำสั่งซื้อลดลง งานที่ทั้งร้อน หนัก และต้องใช้เวลาฝึกฝนนาน กลายเป็นอาชีพที่คนรุ่นใหม่ไม่เลือก “มันเป็นงานฝีมือ แล้วต้องอดทน ต้องสู้กับความร้อน เพราะเวลาเท เวลาหลอม เวลาปั๊ม ต้องอยู่กับไฟตลอด คนที่ไม่สู้เขาก็ถอยหมด” วันนี้ช่างที่ยังทำงานร่วมกับครูสมคิดเหลือเพียงไม่กี่คน ส่วนใหญ่มีอายุเกิน 60 ปี
คำสั่งซื้อขนาดใหญ่ที่เคยทำได้ในอดีต แม้มีลูกค้าต้องการ ก็อาจไม่สามารถรับได้อีกแล้ว ไม่ใช่เพราะไม่มีตลาดแต่เพราะ ไม่มีคนทำ

“อาชีพนี้บริสุทธิ์” เหตุผลที่อยู่กับทองลงหินมากว่า 60 ปี
เราถามครูสมคิดว่า หลังจากทำงานนี้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2499 สิ่งใดทำให้เขายังคงรักอาชีพนี้ คำตอบไม่ได้พูดถึงยอดขาย ชื่อเสียง หรือรางวัลที่ได้รับ เขากลับพูดถึงคำว่า “ไม่เบียดเบียน”
“ผมว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่บริสุทธิ์ ไม่ต้องอาศัยชีวิตอื่นมาเลี้ยงตัวเรา สิ่งที่ผมรักที่สุดก็คือเรื่องนี้ เราทำงานฝีมือของเรา ไม่ต้องเบียดเบียนชีวิต”
เป็นคำอธิบายเรียบง่ายของช่างคนหนึ่งที่ใช้เวลามากกว่าครึ่งศตวรรษอยู่กับทองแดง ดีบุก ไฟ และเครื่องมือและอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมงานแต่ละชิ้นของเขาจึงต้องถูกทำให้ดีที่สุด ครูสมคิดมีหลักการง่าย ๆ ว่า อย่าคิดเพียงว่าของกำลังขายดีแล้วจะรีบผลิตจนคุณภาพลดลง เพราะคนทำต้องลองคิดกลับกันว่า หากตัวเองเป็นผู้ซื้อ ก็ย่อมต้องการของที่ดีเช่นกัน
“ต้องดูงานให้เรียบร้อย อย่าเห็นแก่ได้ ต้องนึกถึงอกเขาอกเรา ถ้าเราเป็นผู้บริโภค เราก็ต้องการซื้อของดี ๆ เพราะลูกค้าคือผู้มีพระคุณ”
สำหรับเขา ความประณีตจึงไม่ใช่เพียงมาตรฐานการผลิต แต่เป็นความรับผิดชอบของช่างที่มีต่อคนใช้

งานหัตถกรรมจะมีชีวิต ก็ต่อเมื่อยังมีคนใช้
บนโต๊ะตรงหน้าเรา ช้อนทองลงหินที่ผ่านการขัดจนขึ้นเงาอาจดูเหมือนวัตถุสวยงามชิ้นหนึ่ง แต่เมื่อรู้ว่าเบื้องหลังต้องเริ่มตั้งแต่การหลอมทองแดงและดีบุก เทโลหะลงแม่พิมพ์ ขึ้นรูป ตัดแต่ง ทำลวดลาย เข้าด้าม และขัดด้วยมือ ภาพของช้อนคันเดิมก็เปลี่ยนไป
มันไม่ใช่เพียงเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร แต่คือเวลาหลายสิบปีที่ถูกส่งต่อผ่านมือของช่าง วันนี้ครูสมคิดไม่ได้คาดหวังให้งานทองลงหินกลับไปมีคำสั่งซื้อครั้งละแสนชิ้นเหมือนอดีต สิ่งที่เขาต้องการอาจเรียบง่ายกว่านั้น คือให้ยังมีคนทำ ยังมีคนใช้ และยังมีคนเห็นว่างานช่างที่บรรพบุรุษสร้างขึ้น สามารถมีพื้นที่อยู่ในชีวิตร่วมสมัยได้ เพราะท้ายที่สุด การอนุรักษ์งานหัตถกรรมอาจไม่ได้หมายถึงการเก็บมันไว้หลังตู้กระจก แต่อาจหมายถึงการทำให้ช้อนหนึ่งคันยังถูกหยิบขึ้นมาใช้บนโต๊ะอาหาร
ให้คนรุ่นใหม่ยังได้ยืนอยู่หน้าเตาหลอม และให้เสียงโลหะกระทบกันที่ดังอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้ ไม่กลายเป็นเพียงเสียงจากอดีต

CRAFTVIEWS NOTE
สมคิด ด้วงเงิน
ครูศิลป์ของแผ่นดิน ประจำปี พ.ศ. 2565
ช่างหัตถกรรมทองลงหิน ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 60 ปี
งานเด่นของครูสมคิด ได้แก่ ช้อนส้อมลายดอกพิกุล มีดริ้วมะปราง และลายเทพพนม ผลิตผ่านกระบวนการงานโลหะที่ต้องอาศัยทักษะและความประณีต ตั้งแต่การสร้างต้นแบบ การหลอมโลหะ การขึ้นรูป การย้ำลาย การตกแต่ง ไปจนถึงการขัดเงา
ปัจจุบันครูสมคิดเปิด ศูนย์หัตถกรรมทองลงหิน เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมส่งต่อการดำเนินงานให้คนรุ่นต่อไปในครอบครัว เพื่อรักษางานหัตถกรรมแขนงนี้ให้ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป
