เมื่อสีธรรมชาติเดินทางจากรุ่นแม่ สู่คราฟต์ดีไซน์รุ่นใหม่

จากภูมิปัญญาการย้อมสีธรรมชาติของคนรุ่นแม่ สู่การต่อยอดเป็นคราฟต์ดีไซน์ร่วมสมัยของชุมชนบ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช เรื่องราวของสีจากธรรมชาติที่ยังเดินทางต่อผ่านงานฝีมือและคนรุ่นใหม่

บ้านคีรีวง

NAKHON SI THAMMARAT, THAILAND

เรื่อง: THECRAFTVIEWS EDITORIAL
ภาพ: THECRAFTVIEWS

เช้าวันหนึ่ง เราขับรถออกจากตัวเมืองนครศรีธรรมราช มุ่งหน้าไปยัง บ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จุดหมายของวันนี้คือ ศูนย์เรียนรู้การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวง สถานที่ที่เราเคยคุ้นเคย และมีเรื่องราวบางอย่างผูกพันอยู่ในความทรงจำมานาน

เราเคยมาที่นี่ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของ OTOP ราว พ.ศ. 2545–2550 ในยุคนั้น คนที่พาเราเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติคือ พี่อารีย์ ขุนทน ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทดลองนำสิ่งซึ่งหาได้รอบตัวในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเปลือกมังคุด ฝักสะตอ ใบไม้ เปลือกไม้ หรือแก่นไม้ มาสกัดเป็นสี และค่อย ๆ พัฒนาจนกลายเป็นงานผ้ามัดย้อมที่มีเอกลักษณ์ของบ้านคีรีวง

เราเคยร่วมเดินทางกับพี่อารีย์ นำผลิตภัณฑ์จากชุมชนไปเผยแพร่ไกลถึงประเทศญี่ปุ่น ในเวลาที่คำว่า Eco-Craft, Sustainable Design หรือ Natural Dye ยังไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ แต่พี่อารีย์ทำสิ่งเหล่านั้นไปแล้วอย่างเรียบง่าย จากสิ่งที่มีอยู่รอบบ้าน และจากความเชื่อว่า งานหัตถกรรมสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ น่าเสียดายที่วันนี้ พี่อารีย์จากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่ทุกครั้งที่เรากลับมาคีรีวง ก็ยังอดคิดถึงพี่เขาไม่ได้

จากพืชรอบบ้าน สู่สีบนผืนผ้า

ครูอารีย์ ขุนทน ได้รับการยกย่องเป็น ครูช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2563 จากความเชี่ยวชาญด้านผ้าย้อมสีธรรมชาติและผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ องค์ความรู้ของครูไม่ได้เริ่มต้นจากห้องทดลองขนาดใหญ่ แต่มาจากการสังเกตธรรมชาติรอบหมู่บ้าน พืชแต่ละชนิดให้สีต่างกันอย่างน่าสนใจ ไม้หลุมพอ ให้สีน้ำตาลอ่อน ฝักสะตอ ให้สีเทา ใบมังคุด ให้สีชมพู เปลือกลูกเนียง ให้สีน้ำตาลเข้ม ใบหูกวาง ให้สีเขียวอมเหลือง ใบเพกา ให้สีเขียวเข้ม และแก่นขนุน ให้สีเหลือง

ครูอารีย์ทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเข้าใจทั้งวัตถุดิบ อุณหภูมิ เวลา และกระบวนการย้อม จนสามารถสร้างสีธรรมชาติที่มีความเข้ม ติดทน และนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ได้จริง สิ่งสำคัญคือ วัตถุดิบจำนวนมากไม่ได้ถูกนำมาจากพื้นที่ห่างไกล แต่เป็นสิ่งที่หาได้ในสวนและในชุมชน บางอย่างคือเศษเหลือจากผลผลิตทางการเกษตร จากสิ่งที่อาจถูกทิ้ง จึงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น สี และจากสี กลายเป็นงานคราฟต์

หนึ่งพันลายที่เกิดจากมือ

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้งานของบ้านคีรีวงแตกต่าง คือ ลวดลายมัดย้อม ตลอดช่วงเวลาที่ทำงาน ครูอารีย์พัฒนาและสะสมลวดลายไว้มาก มีทั้ง ลายบัวแฉก ลายใบพัดสิงโต ลายใบเฟิร์น ลายซากุระ ลายปลา และลายผีเสื้อคู่ โทนสีส่วนใหญ่ไม่ฉูดฉาด เป็นสีเย็น สีเอิร์ธโทน และสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของวัตถุดิบ บางครั้งสีที่ได้อาจไม่เหมือนกันทั้งหมดในแต่ละครั้ง แต่ความไม่เหมือนกันนั้นเองคือเสน่ห์ เพราะงานย้อมสีธรรมชาติไม่ใช่ระบบอุตสาหกรรมที่ทุกชิ้นต้องมีสีเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นงานที่ ธรรมชาติมีส่วนร่วมในการออกแบบ

จากภูมิปัญญาของแม่ สู่ภาษาการออกแบบของลูก

สิ่งที่น่าสนใจคือ คนรุ่นลูกไม่ได้เพียงทำงานตามแบบที่แม่เคยทำไว้ แต่กำลังนำพื้นฐานเหล่านั้นไปต่อในภาษาของตัวเอง โดยเฉพาะ น้องพิงค์ ฉัตรกนก ขุนทน ผู้เรียนด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และนำพื้นฐานทางศิลปะเข้ามาผสมกับองค์ความรู้ด้านการย้อมสีธรรมชาติของครอบครัว

จากงานมัดย้อม จึงเริ่มขยายไปสู่งานที่มีความเป็น Artistic Craft มากขึ้น มีการสร้างลวดลายใหม่ ทดลององค์ประกอบใหม่ พัฒนาผ้าบาติกสีธรรมชาติ และสร้างผลงานที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับการร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นต่าง ๆ งานบางชิ้นจึงไม่ได้ถูกผลิตซ้ำจำนวนมาก แต่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อการ Collaboration โดยเฉพาะทำให้ภูมิปัญญาเดิมสามารถเดินทางเข้าไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ของแฟชั่น งานศิลปะ และการออกแบบร่วมสมัย

“สิ่งที่แม่ทำ เรายังทำต่อ”

ระหว่างพูดคุย น้องพิงค์เล่าให้เราฟังว่า หลักสำคัญที่ยังคงยึดไว้ คือเรื่อง กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้แทบไม่ต่างจากสิ่งที่ครูอารีย์เริ่มต้นไว้ สียังมาจากธรรมชาติ จากเปลือกไม้ ใบไม้ เปลือกมังคุดฝักสะตอ แก่นขนุน และพืชพรรณที่หาได้จากพื้นที่รอบบ้านคีรีวง

กระบวนการผลิตยังให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้ เตาประหยัดพลังงาน สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีคิดด้านการออกแบบ คนรุ่นใหม่เริ่มมองผืนผ้าไม่ใช่เพียงสิ่งที่จะนำไปตัดเย็บ แต่มองเป็นพื้นที่สำหรับเล่าเรื่อง

ธรรมชาติรอบบ้าน กลายเป็น Pattern

เมื่อถามถึงที่มาของลวดลาย คำตอบก็ยังกลับมาที่สิ่งเดิม บ้านคีรีวง ภูเขา ใบไม้ ดอกไม้ ผลไม้ ลำธาร และพืชพรรณรอบตัว สิ่งเหล่านี้ถูกนำมาตีความใหม่เป็นเส้น รูปทรง สี และองค์ประกอบบนผืนผ้า นี่คือความน่าสนใจของงานคราฟต์ที่มีฐานจากพื้นที่ เพราะแม้รูปแบบจะเปลี่ยน แต่เรื่องที่เล่ายังคงมาจากบ้านของตัวเอง

ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มในวันนี้จึงมีทั้ง ผ้าผืน เสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์แปรรูป ตลอดจนงานผ้าในรูปแบบร่วมสมัย ขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ผู้มาเยือนสามารถทดลองทำงานผ่านกิจกรรม Workshopทั้งการเขียนเทียน การทำบาติก และการมัดย้อมสีธรรมชาติ จากสถานที่ผลิต จึงกลายเป็นพื้นที่ที่คนภายนอกสามารถเข้ามา “สัมผัส” กระบวนการจริงด้วยตัวเอง

Sustainable Design ที่เริ่มก่อนคำนี้จะเป็นกระแส

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรานึกถึงพี่อารีย์อีกครั้ง คือ ทุกวันนี้โลกของงานออกแบบกำลังพูดถึงเรื่อง Sustainability
Circular Design Natural Materials Eco-Friendly Production และการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น แต่สิ่งเหล่านี้ สำหรับบ้านคีรีวง ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนรุ่นแม่ลงมือทำมาก่อนแล้วหลายสิบปี นำของเหลือในสวนมาใช้ หาสีจากพืช ลดการใช้สารเคมี ใช้ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ เพียงแต่ในเวลานั้น คนยังไม่ได้เรียกสิ่งเหล่านี้ด้วยศัพท์ทางการออกแบบมากมายเหมือนวันนี้

สำหรับครูอารีย์ มันอาจเป็นเพียงคำง่าย ๆ ว่า “ใช้สิ่งที่เรามีให้เกิดประโยชน์”

เมื่อ Craft พบกับ Art

สิ่งที่เราเห็นจากคนรุ่นลูกทำให้เรื่องราวของคีรีวงเดินไปอีกขั้น ฐานเดิมคือ Craft + Nature แต่องค์ประกอบที่เพิ่มเข้ามาคือ Art + Design เมื่อรวมกัน จึงกลายเป็นงานคราฟต์ที่ยังคงมีรากของพื้นที่ แต่สามารถพูดภาษาของคนรุ่นใหม่ได้

จากผ้ามัดย้อมแบบดั้งเดิม สู่งานบาติกสีธรรมชาติ จากลายที่สืบทอด สู่ลายใหม่ที่เกิดจากการตีความของนักออกแบบ จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม สู่การทำงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่น และจากสินค้า OTOP ในยุคเริ่มต้น สู่งาน Contemporary Eco-Craft ที่สามารถอยู่ในตลาดปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ

การสืบทอด ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนเดิม

หลายครั้ง เมื่อเราพูดถึงการสืบทอดภูมิปัญญา เรามักนึกถึงภาพลูกทำงานแบบเดียวกับแม่ ใช้ลายเดิม สีเดิม
วิธีเดิม ผลิตของแบบเดิม แต่สิ่งที่บ้านคีรีวงกำลังบอกเรา อาจเป็นอีกแบบหนึ่ง การสืบทอดไม่จำเป็นต้องหยุดงานไว้ในช่วงเวลาหนึ่ง

คนรุ่นต่อไปสามารถเรียนรู้ว่า อะไรคือแก่นที่ต้องรักษา และอะไรคือรูปแบบที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ สีธรรมชาติยังอยู่ การเคารพสิ่งแวดล้อมยังอยู่ เรื่องราวของคีรีวงยังอยู่ งานทำมือยังอยู่ แต่ภาษาของการออกแบบเปลี่ยนได้

“เปลี่ยนยุค เปลี่ยนลุค”

ก่อนเดินทางกลับ เรามองผืนผ้าที่แขวนอยู่รอบตัว บางผืนยังทำให้เรานึกถึงงานที่เคยเห็นเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่บางผืนมีลายและการจัดองค์ประกอบที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน เหมือนกับคนสองรุ่นกำลังสนทนากันผ่านผืนผ้าคนรุ่นแม่ส่งต่อความรู้ คนรุ่นลูกเติมความคิดสร้างสรรค์ และธรรมชาติของคีรีวงยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งวัตถุดิบและแรงบันดาลใจให้ทั้งสองรุ่น

เราเคยเชื่อว่า คนที่มีหัวใจทำงานคราฟต์ สามารถส่งต่อ “ความรัก” ผ่านสิ่งที่ตัวเองทำได้ วันนี้เรายิ่งเชื่อเช่นนั้น เพราะแม้ครูอารีย์จะไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว แต่สิ่งที่ครูเชื่อยังอยู่ในกระบวนการ อยู่ในสี อยู่ในลาย อยู่ในวิธีคิดและอยู่ในมือของลูกทั้งสองคน งานมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงไม่ได้หยุดอยู่กับอดีต แต่กำลังเติบโตไปตามเส้นทางใหม่ เปลี่ยนยุค เปลี่ยนลุค แต่ไม่เปลี่ยนหัวใจของงาน

จากภูมิปัญญาของแม่ สู่ภาษาการออกแบบของลูก จาก Local Wisdom สู่ Sustainable Craft และจากสีของธรรมชาติรอบบ้าน สู่ผืนผ้าที่พาเรื่องราวของ คีรีวง เดินทางต่อไปอีกครั้ง